Bloggang.com : weblog for you and your gang

เรื่อง "ชีวิต" ในจดหมายของผู้ชายสองคน...........คนหนึ่งอยู่ที่ประเทศไทย...........แต่อีกคนอยู่ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

Group Blog

 
<<
กันยายน 2550
 
  1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30  
 
15 กันยายน 2550

 
All Blogs

       

       




      ที่บ้านเพิงพเยีย , นนทบุรี

      วันที่ 15 กันยายน 2550



      สวัสดีครับปะการัง


      ก่อนอื่นขอแจ้งข่าวที่ผมเขียนเรื่อง “แด่...รักและฝัน” ที่ผมเขียนถึงคุณลงตีพิมพ์นิตยสารขวัญเรือนฉบับปักษ์หลังกันยายนนี้แล้วนะครับ ผมไม่เอารูปในหนังสือมาลงในบล็อกให้คุณดูหรอก รอให้คุณดูจากหนังสือก็แล้วกัน ที่ผมตอบจดหมายคุณล่าช้าก็เป็นเพราะว่าช่วงนี้ผมมีกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องทำ ก็มีทั้งที่ทำเพราะอยากทำและทำเพราะต้องทำนั่นแหละครับ

      ช่วงนี้ผมกำลังสนุกกับหนังสือของทันตแพทย์สม สุจิรา ผู้เขียน “ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น” “ทวาร 6 ศาสตร์แห่งการรู้ทันตัวเอง” และ “เกิดเพราะกรรมหรือความซวย” (ความซวยคือความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่น่าจะเกิด) ความจริงหนังสือคือเล่มแรกของท่านคือ “ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น” แต่ผมไปอ่านเล่มที่สามของท่านก่อน

      เมื่อผมได้อ่านหนังสือทั้งสามเล่มนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับการได้ขบคิดกับเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและความจริงเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมที่ผมยังไม่รู้มาก่อน ซึ่งก็ต้องใช้สติปัญญาที่มีอยู่ไตรตรองพิจาณาดู โดยไม่ต้องรีบเชื่อในทันที และที่สนุกสุดๆก็เห็นจะเป็นเรื่องสิ่งที่อยู่ในตัวเราคือทวารทั้ง 6 นี้คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งที่ทั้ง 6 อย่างนี้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแต่เรารู้จักเกี่ยวกับทวารของเรานี้น้อยมาก

      ขอบคุณ - ที่คุณเล่ารายละเอียดของการงาน และการทำงานของคุณที่ผ่านมาจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ ก็ทำให้ผมค่อยๆรู้จักคุณทีละเล็กละน้อย ผมชอบใจที่คุณยืนยันตอนท้ายจดหมายถึงผมฉบับที่แล้วว่า..

      “ถ้าถามว่าภาคสองของชีวิตผมอยากเป็นอะไรดี ขนาดให้แก้อดีตได้ ผมยังอยากเป็นนักเขียน ใช่ครับ ! ผมยังอยากเป็นนักเขียน และนอกจากจะเขียนให้มากกว่าเดิมแล้ว ผมจะทำให้ดีกว่าเดิมให้ได้”


      ผมอยากบอกกับคุณว่าผมเองก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากคุณเลยในเรื่องนี้ และรู้สึกดีใจที่มีเพื่อนเช่นคุณมีความฝันเดียวกัน คำยืนยันของคุณทำให้ผมนึกถึงบางตอนในหนังสือของทันตแพทย์ สม สุจิราที่ผมเพิ่งอ่านมาหมาดๆ

      ผมจะขอคัดตอนที่ผมคิดว่าน่าสนใจจากหนังสือมาฝากคุณ เพื่อนำมาพิจารณาเทียบเคียงว่าทำไมคุณหรือผมจึงมายืนอยู่ ณ จุดที่เป็นอยู่นี้

      ถึงแม้คุณอาจมีคำตอบสำหรับตัวเองอยู่แล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังอยากนำมาให้อ่านสนุกๆ...คุณไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกับผมหรอก


      ชีวิตของคนเรามีทางเลือกและการตัดสินใจมากมายเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่นจะอยู่ที่ไหน จะแต่งงานกับใคร จะเรียนอะไร ทำงานแบบไหน ฯลฯ การตัดสินใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

      เคยสงสัยไหมกันบ้างไหมว่า ถ้าเราตัดสินใจอะไรบางอย่างในอดีตอีกแบบจะเกิดอะไรขึ้น ?


      เรามีสิทธิ์ที่จะคิดย้อนกลับว่าน่าตัดสินใจเป็นอีกแบบ แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้ เพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องของความรู้สึก จิตวิญญาณ พลังแห่งกรรมในขณะนั้น ทำให้เกิดเจตสิกและดวงจิตขึ้นมารับอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบนั้น ไม่ว่าจะย้อนอดีตไปสักกี่ครั้ง ถ้ากรรมเก่ายังไม่หมดก็จะตัดสินใจแบบเดิม

      ในทางฟิสิกส์ควอนตัมอธิบายว่า การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากตัวมนุษย์เอง แต่เป็นเรื่องของระดับอนุภาคที่เล็กที่สุด และจำนวนความน่าจะเป็นของการตัดสินใจใดๆของมนุษย์จะเป็นไปได้กี่ทาง ล้วนแล้วเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับจำนวนและลักษณะของอนุภาคที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจักรวาล

      ควอนตัมอธิบายว่า ในหนึ่งวินาทีจะเกิดจักรวาลคู่ขนานขึ้นมากมายจำนวนนับไม่ถ้วน เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายทาง

      ทุกครั้งที่เราตัดสินใจจะมีจักรวาลคู่ขนานเกิดขึ้นมาเสมอ หากเราตัดสินใจอะไรไปแล้วเราก็จะอยู่ในจักรวาลจักรวาลหนึ่ง และจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจักรวาลคู่ขนานที่สร้างขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เช่นถ้าเราแต่งงานกับแฟนคนนี้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่า ถ้าเกิดเราเลือกแต่งอีกคน อนาคตจะเป็นอย่างไร

      ในความเป็นจริงจักรวาลคู่ขนานนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้

      ฯลฯ


      ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น

      วิทยาศาสตร์ควอนตัมพยายามจะโยงเรื่องอิทธิพลของอนุภาคในจักรวาลที่มีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือตัดสินใจแบบใดแบบหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนว่ากลไกการทำงานในระดับอนุภาคเป็นอย่างไร แม้ว่าทางควอนตัมจะตั้งชื่ออนุภาคแปลกๆขึ้นมาเพื่อใช้อ้างอิง แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้

      ถ้ามองในแง่พุทธศาสนา การตัดสินใจของมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม การที่คนเราได้แต่งงานกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องของพลังแห่งกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกันมา ก่อให้เกิดเจตสิกและดวงจิตรักใครที่ชอบพอ

      ตามกฎแห่งกรรมทั้งคู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกันได้ ต้องมาเป็นคู่กรรมกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะถูกขัดขวางจากอำนาจภายนอกใดๆ ดังนั้นจักรวาลที่เกิดขึ้นมีเพียงจักรวาลเดียว คือทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

      ฯลฯ



      แม้แต่ตัวเราเอง ถ้าคิดย้อนกลับ

      จะมีจังหวะของชีวิตที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างน่าประหลาดใจไม่ต่ำกว่าสามครั้ง

      และทั้งสามครั้งนั้นทำให้ชีวิตในปัจจุบันของเราดำเนินมาเป็นแบบนี้

      ถ้ามีจุดใดจุดหนึ่งผิดไป ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอย่างมากมาย

      รวมไปถึงกับการได้พบกับใครบางคน

      ที่มีอิทธิพลขนาดสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเราได้

      ถ้าเราไม่ได้พบใครคนนั้น

      ชีวิตในปัจจุบันเราก็จะไม่ได้เป็นแบบนี้



      (ตัวอักษรสีน้ำเงินจากหนังสือ เกิดเพราะกรรมฯ ของทันตแพทย์ สม สุจีรา)





      ด้วยมิตรภาพ

      โดม

       

      Last Update : 15 กันยายน 2550 22:42:20 น.
      8 comments


      สวัสดีค่ะคุณพ่อพเยียและคุณปะการัง ดีจังเลยค่ะที่ได้อ่านงานเขียนของทันตแพทย์ สม สุจีรา แม้ว่าจะเป็นเพียงบางส่วน แต่ก็ได้แง่คิดดีๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงความคิดของมนุษย์ไปสู่หลักวิทยาศาสตร์ และครอบ(คลุม)จักรวาล

      ดิฉันคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมและคู่กรรม(soul mate)

      สมัยก่อนกิจกรรมหนึ่งที่ชอบ(หลอก) ให้คนไปร่วมทำคือปลูกป่าฯ เสร็จแล้วก็เห็นชาวบ้านกำลังตัด แล้วเราก็ไปปลูก มันส์ดี ดิฉันคิดว่า ต่อไปไทยเราคงร้อนไม่แพ้แอฟริกาแล้วค่ะ เท่าที่ติดตามสภาวะอากาศ น่าแปลกที่นี่อากาศกลับเย็นสบาย อย่างที่ถามคนท้องถิ่นก็บอกว่าเย็นนานน ผิดแปลกฤดูกาล ไม่แน่โลกเราอาจจะกำลังเล่นตลกอะไรบางอย่าง หรือธรรมชาติกำลังลงโทษ

      สิ่งที่หนึ่งพบคือ คนกับป่าเขาเพิ่งพาอยู่กันอย่างเป็นมิตรมานานหลายร้อยปี มีวิถีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง พอความเจริญย่างเข้ามา มลพิษ ของเสีย ทำลายสิ่งแวดล้อมเราไปหมด น่าตลกของรัฐอีกอย่างคือ ชาวเขาอยู่ของเขา กลับไปไล่ให้ลงเขาจับให้ทำมาหากิน แล้วนายทุนก็ไปรุกป่า ..... เอ๊..นี่ดิฉันกำลังจะพูดอะไรออกไปนี่ ขอจบเอาดื้อๆ นี่ล่ะ

       

      โดย: shin chan (alei ) 16 กันยายน 2550 1:43:03 น.


      สวัสดีครับโดม

      แหม.. เรื่องแบบนี้สนุกนะ อ่านแล้วก็อยากตอบเลย

      แต่จะผิดกติกาไหม ถ้าจะขอคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนตรงนี้สักเล็กน้อย ในบางเรื่องที่เข้าใจยาก อย่างของทันตแพทย์สม สุจิรา

      ขอสรุปตามที่เข้าใจอย่างง่ายๆว่า

      ในทางฟิสิกส์ควอนตัม เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้ และเป็นไปได้หลายทาง เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..

      แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า กลับไปเปลี่ยนไม่ได้ ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม ถูกต้องไหมครับ?

      ที่นี้กรรมที่เป็นตัวกำหนดนี้ หมายถึงผลของการกระทำจากชาติปางก่อน ใช่ไหมครับ หรือว่าอย่างไรครับ?

      อยากตอบเรื่องโลกร้อนด้วยครับ..

      คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อนะครับ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราต้องสนใจครับ

      แล้วจะตอบจริงจังอีกครั้งนะครับ โดม

      ขอตัวไปอ่านPostToday ที่พูดถึงคุณก่อน

       

      โดย: ปะการัง IP: 72.207.12.141 16 กันยายน 2550 1:49:39 น.


      เพิ่งอ่านเจอในขวัญเรือนค่ะ

       

      โดย: ฟ้าคงสั่งมา 16 กันยายน 2550 11:38:03 น.



      สวัสดีครับปะการัง (ขอแซงคิวตอบก่อนเลย)


      ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีของควอนตัมเลย และรู้เรื่องเกี่ยวกับกรรมเพียงผิวๆเท่านั้นนะครับ แต่ก็รู้สึกยินดีที่คุณถามมา และอยกบอกหากมีท่านผู้รู้ผ่านมาก็กรุณาช่วยเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เราทั้งสองเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยเถิด !

      เดี๋ยวขอย้อนดูคำถามที่คุณถามก่อน คุณถามว่า...

      "ในทางฟิสิกส์ควอนตัม เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้ และเป็นไปได้หลายทาง เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..

      แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า กลับไปเปลี่ยนไม่ได้ ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม ถูกต้องไหมครับ?"


      --------------------------------

      แต่ผมเข้าใจว่าควอนตัมเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่า "ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น" แต่ไม่ได้หมายความว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้ (นี่ตามความเข้าใจของผมนะ)




      (แต่ขอบอกเพิ่มนิดหนึ่งก็คือคำว่ากฎของกรรมนั้นกนิความทั้งกว้างและลึก) ผมขอลอกข้อความของทันตแพทย์สม สุจิราให้คุรอ่านก่อนก่อนก็แล้วกัน ซึ่งไม่ทราบว่าจะตรงกับที่คุณอยากรู้หรือเปล่า ?

      ”ถ้าเราคิดตามกฏความน่าจะเป็น โอกาสที่เราจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางต่างๆเป็นเรื่องของจังหวะการเลือก ไม่ได้เกี่ยวกับอภินิหารหรือพรหมลิขิตใดๆ

      พอเราเลือกวิถีชีวิตแบบหนึ่ง เราก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า ถ้าเราเลือกอีกทาง ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราแต่งกับแฟนคนนี้ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าถ้าเราแต่งกับแฟนอีกคนชีวิตจะเป็นอย่างไร

      และถ้าเราย้อนเวลาได้ตามทฤษฎีสัมพันธภาพกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 10 ขวบ อนาคตปัจจุบันของเราก็จะไม่มีทางเหมือนเดิม เพราะความน่าจะเป็นที่จะทำให้เกิดซ้ำแบบเดิมมีได้น้อยมาก

      นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ หรือแม้แต่นักฟิสิกส์ทฤษฎีสะเทือนโลกอย่างควอนตัมก็ยอมรับแนวความคิดนี้ และสรุปว่าโอกาสที่เราจะย้อนเวลาแล้วกลับไปแก้ไขอดีตอย่างในภาพยนตร์เป็นไปไม่ได้

      แม้การย้อนเวลาทำได้จริง ชีวิตใหม่ก็จะเริ่มต้นด้วยกฏของความน่าจะเป็น ซึ่งไม่มีวันซ้ำแบบเดิม และเราก็จะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ย้อนนั้นจนสิ้นอายุขัย โลกที่เห็นก็จะเป็นภาพมายาอีกภาพที่ต่างจากโลกเดิมก่อนย้อนเวลา

      ในอนาคต หากนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเครื่องย้อนเวลาได้ ถ้าเด็กหนุ่มคนหนึ่งย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขไม่ให้พ่อและแม่แต่งงานกันแล้วให้กำเนิดบุตรเป็นตัวเขา

      คำถามก็คือ ถ้าตัวเขาไม่เกิดมาบนโลก ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วเขาจะย้อนเวลากลับไปทำให้พ่อกับแม่ไม่แต่งงานได้อย่างไร

      ควอนตัมให้คำตอบว่า การย้อนเวลาของเด็กหนุ่มคนนั้นจะไปสร้างจักรวาลคู่ขนานขึ้น ที่ดำเนินเรื่องราวใหม่ในจักรวาลนั้น คือพ่อกับแม่ไม่ได้แต่งงานกัน และในจักรวาลใหม่นั้นก็จะไม่มีตัวเขาเกิดขึ้น ทั้งสองจักรวาลนี้เกิดเป็นคู่ขนานกันไป ไม่มีวันจะบรรจบกัน

      และไม่มีทางที่มนุษย์ในจักรวาลหนึ่งจะข้ามไปใช้ชีวิตในอีกจักรวาลหนึ่งได้ สองจักรวาลดำรงอยู่และดำเนินไปขนานกันตามแกนเวลา

      ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น

      วิทยาศาสตร์ควอนตัมพยายามจะโยงเรื่องอิทธิพลของอนุภาคในจักรวาลที่มีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือตัดสินใจแบบใดแบบหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนว่ากลไกการทำงานในระดับอนุภาคเป็นอย่างไร

      แม้ว่าทางควอนตัมจะตั้งชื่ออนุภาคแปลกๆขึ้นมาเพื่อใช้อ้างอิง แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้

      ถ้ามองในแง่พุทธศาสนา การตัดสินใจของมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม การที่คนเราได้แต่งงานกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องของพลังแห่งกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกันมา ก่อให้เกิดเจตสิกและดวงจิตรักใครที่ชอบพอ

      ตามกฎแห่งกรรมทั้งคู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกันได้ ต้องมาเป็นคู่กรรมกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะถูกขัดขวางจากอำนาจภายนอกใดๆ ดังนั้นจักรวาลที่เกิดขึ้นมีเพียงจักรวาลเดียว คือทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

      ดังนั้นถ้ามีการย้อนเวลาจริง ในทางพุทธศาสนามองว่าคนที่ย้อนเวลาจะไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรพ่อกับแม่ก็ต้องได้แต่งงานกันและกำเนิดขึ้นมาเป็นตัวเขา

      นักวิทยาศาสตร์ควอนตัมก็คิดเช่นนั้น จึงพยายามอธิบายว่าอิทธิพลของอนุภาคที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจักรวาลมีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

      แต่เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินไปที่ควอนตัมจะพิสูจน์ได้ ก็เลยสรุปออกมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นตามกฏของ"ความน่าจะเป็น"

      ----------------------------------

      ทั้งหมดนี่อาจจะยังไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการรู้ก็ได้

      ต่อไปนี้ผมขอรวบรัดตามความเข้าใจของผมก็แล้วกันนะครับกับคำถามของคุณที่ว่า....ผมขอย้อนคำถามของคุณอีกครั้ง


      "ในทางฟิสิกส์ควอนตัม เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้ และเป็นไปได้หลายทาง เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..

      แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า กลับไปเปลี่ยนไม่ได้ ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม ถูกต้องไหมครับ?"

      ---------------------------

      ตอบแบบง่ายๆ ทื่อๆ ตรงๆไม่ซับซ้อนแบบของผมก็คือ ศาสนาพุทธคือศาสนาแห่งความจริง คืออดีตคือสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้ว ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตได้

      ลองทบทวนดูสิครับตั้งแต่เราเกิดมานี่มีใครย้อนไปแก้ไขอดีตได้บ้าง

      ในศาสนาพุทธ ถือว่าเวลาปัจจุบันเท่านั้นที่มีอยู่จริง (เวลาที่ไม่ใช่ตามเข็มนาฬิกา)
      สิ่งที่เราสามารถจัดการได้จริงก็คือปัจจุบันเท่านั้น

      ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึงก็ไปทำอะไรไม่ได้อีกเช่นกัน

      เพราะฉะนั้นในความคิดและความเข้าใจตามประสาของผมก็คือ พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนรู้จักกับความจริงขั้นสูงสุด คือสัจธรรม ( วิปัสสนา แปลว่ารู้ตามความจริง ไม่ใช่แปลว่านั่งหลับตาบริกรรมนะครับ)

      สมมุติว่าย้อนจะไปตัดสินใจใหม่ในอดีต...ขึ้นต้นก็ "สมมุติ" แล้วว่าย้อนไปตัดสินใจใหม่...

      งั้นโอเค...สมมุติว่าย้อนไปได้จริง...ในเวลานั้นๆ...โดยวัยวุฒิ โดยความรู้สึก โดยความคิดของคนๆนั้น และสถานการณ์นั้นๆ และกรรมเก่าที่ทำมาหรือจะเรียกว่าวิบากกรรมก็ได้ วิบากกรรมก็คือผลของการกระทำ คือการที่เราจะเป็นคนอย่างไรก็แล้วแต่สะสมกรรม (การกระทำ)ของตัวเองมาอย่างไร (กรรมก็มีตั้งแต่มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม)

      (กรรมเก่าไม่ได้หมายถึงกรรมแต่ปางไหน ภพไหนนะครับ นาทีที่แล้ว ชั่วโมงที่แล้ว ปีที่แล้ว จนถึงตั้งแต่วัยเด็กก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าทั้งสิ้น หรือจะถอยหลังให้ยาวไปกว่านั้นก็อีกก็ได้)

      เรื่องกรรมเป็นอจินไตยอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องรู้ได้ยาก ต้องศึกษามากจึงจะรู้มาก เมื่อรู้น้อยผมก็กลัวจะพูดผิด อธิบายผิดทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าเสียหาย

      ในศาสนาพุทธ ไม่ได้มีกฏแห่งกรรมอย่างเดียวนะครับ พุทธศาสนาจำแนกกฎธรรมชาติออกเป็น 5 อย่าง เรียกว่า นิยาม 5 (ความเป็นไปอันแน่นอน,กฎ) คือ

      1 / อุตุนิยาม (Physical Laws) คือกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ เกี่ยวกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่นฤดูกาล ,อุณหภูมิ ดินฟ้าอากาศ , ปรากฏการณ์ฟ้าร้อง, ฟ้าผ่า

      แม้กระทั่งการเกิดของโลกและจักรวาลก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อนี้ เช่นเดียวกับกฏทางฟิสิกส์ทั้งหมด


      2 / พีชนิยาม (biological Laws) คือกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ การสืบพันธุ์หรือพันธุกรรม (DNA) ก็จัดอยู่ในพีชนิยาม เช่นเดียวกับกฎทฤษฎีชีววิทยาทั้งหมด

      3/ จิตนิยาม (Physichological Laws) คือกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต เช่นการเกิดดับของจิต การรับอารมณ์ของจิต องค์ประกอบของจิต (เจตสิก)

      4/กรรมนิยาม (Moral Laws) คือกฎแห่งกรรมนั่นเอง (อันนี้พี่น้องชาวไทยพุทธจะคุ้นเคยรู้จักชื่อกฏนี้กันดี แต่ที่รู้จักจริงๆอย่างลึกซึ้งนับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียว – ผมเองก็ยังรู้เรื่องกรรมอย่างพื้นผิวเท่านั้น แต่ผมก็เชื่อในกฏนี้)

      5 /ธรรมนิยาม (Causal Laws) คือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย เป็นกฎสากลที่ครอบคลุมความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ เช่นกฎแห่งอนิจจัง อิทัปปจัจยตา กฏข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กฎสี่ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้

      (นิยาม 5 เป็นคำสอนในพุทธศาสนา สำหรับที่วางอยู่ตรงนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ เกิดแต่กรรมฯ ของทันตแพทย์สม สุจิรา)


      คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องอยู่กับกฎข้อใดบ้าง พอเกิดอะไรขึ้นมาก็หันไปโทษกรรมเก่าอย่างเดียวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องครับ

      เพราะฉะนั้นผมก็จะสรุปให้คุณฟังสั้นๆว่า...”กรรมเก่า”หรือที่คุณเรียกว่า “กฎแห่งกรรม”นั้นเปลี่ยนไม่ได้ แต่ "ปัจจุบันกรรม" คือกรรมในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนแปลงได้

      คือถ้าย้อนกลับไปในอดีตตั้งใจจะไปเปลี่ยน...ก็จะไปตัดสินใจแบบเดิมนั่นแหละครับ เพราะในเวลานั้นๆการจะตัดสินใจอะไรในเวลานั้นก็ย่อมต้องมีแรงผลักดันด้วยเหตุและปัจจัยต่างๆให้เราตัดสินใจไปอย่างนั้น

      อย่างเช่นตัวผมว่าแต่ก่อนในวัยหนุ่มยันแก่ทำไมจึงชอบมัวเมาในอบายมุขทุกชนิด ถ้าจะให้กลับไปแก้อะไรได้บ้างในอดีต ก็แก้ไม่ได้หรอกครับ

      เพราะด้วยสติปัญญาระดับนั้น โง่เง่าขนาดนั้น และสะสมความชั่วร้ายอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างในขณะนั้นจึงทำให้ผมเป็นคนที่ชอบความมึนเมาทุกประเภท

      จนกระทั่งวันหนึ่งผมพอจะได้รู้จักความจริงของชีวิตขึ้นมาบ้าง ก็จึงทำให้พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ให้ผมหวนกลับไปแตะเพียงเล็กน้อยผมก็ไม่เอาอีกแล้ว

      หรือเรื่องการเลือกภรรยาก็เช่นเดียวกัน ในวัยนั้น หน้าตาแบบนั้น ฐานะแบบนั้น เหตุการณ์ต่างๆ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่...ต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างมาประชุมกันในเวลาเดียวจึงเกิดขึ้นได้

      แน่นอนว่าการเลือกคู่นั้นไม่ใช่เราเป็นฝ่ายเลือกเธอฝ่ายเดียวแน่ เธอก็ต้องเลือกเราด้วยเหมือนกัน แล้วอะไรล่ะครับที่ทำให้คนสองคนตัดสินใจที่เลือกใช้ชีวิตร่วมกัน ?

      อธิบายมาเสียยาวเหยียดในชีวิตในการตอบคอมเม้นท์ (5 5 5) ไม่รู้ว่าผมตอบตรงประเด็นหรือเปล่าครับ คุณคิดหรือเข้าใจอย่างไรก็ว่ามา หรือจะรอให้พบหน้ากันก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้ สนุกครับ

      อย่างนี้เรียกว่าประเทืองสติปัญญาดีนักแล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ผมก็ใช่ว่าจะรู้อะไรไปหมดทุกเรื่อง ทุกวันนี้ยังต้องศึกษาและเรียนรู้อยู่เสมอ

      ----------------------------------
      สวัสดีครับปะการัง (ขอแซงคิวตอบก่อนเลย)

       

      โดย: โดม IP: 124.121.25.203 16 กันยายน 2550 13:13:12 น.


      สวัสดีครับ ไม่เห็นอีกคำถามหนึ่ง

      เลยขอต่ออีกหน่อย


      ที่นี้กรรมที่เป็นตัวกำหนดนี้ หมายถึงผลของการกระทำจากชาติปางก่อน ใช่ไหมครับ หรือว่าอย่างไรครับ?



      เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและยากที่จะตอบทีเดียว คือไม่มีปัญญาที่จะตอบน่ะครับ เพราะต้องเริ่มกันตั้งแต่ว่า...ทำไมเราจึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์... ? ทำไมเราจึงเป็นผู้ชาย ? ทำไมเราจึงเป็นผู้หญิง ?

      คุณก็คงมคำตอบแล้วใช่ไหม แต่ของศาสนาพุทธก็มี แต่ทว่าดูแล้วมันไกลตัวเกินไปสำหรับผมในตอนนี้...

      ตอบอย่างรวบรัดก็แล้วกันนะครับว่า...

      "ไม่ว่าจะชาติไหนเป็นอย่างไร แต่ชาตินี้ที่อยู่ต่อหน้าเราสำคัญที่สุด"
      ลาไปบวชแล้วคร๊าบ !!!

       

      โดย: โดม IP: 124.121.24.129 16 กันยายน 2550 14:24:20 น.


      สนุกและได้คิดดีจริงๆ ค่ะ คำถามคำตอบนี้

      ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า วันนี้กำลังอยากรู้เรื่องธรรมชาติในพระพุทธศาสนา อยู่พอดี
      อยากรู้ก็ได้รู้

       

      โดย: filmgus (filmgus ) 16 กันยายน 2550 16:46:17 น.

      ชื่อ :
      Comment :
        *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
       
      รหัสส่งข้อความ
      กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

      BlogGang Popular Award#3

      ประกาศผลโหวต

       

      ชบาฉาย

      Location :

      [ดู Profile ทั้งหมด]

         เรื่องราวของสองนักเขียน
      โดม วุฒิชัย และ ปะการัง



      เริ่ม 13 ส.ค. 2550
      เชิญ!!!

      คลิกอ่านเรื่องของ"พ่อพเยีย"


       
      Friends' blogs
      [Add ชบาฉาย's blog to your weblog]
      Links
       

       

      Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Torakhong.org | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.