|
|
| |
1 |
| 2 |
3 |
4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
| 9 |
10 |
11 |
12 |
13 |
14 |
15 |
| 16 |
17 |
18 |
19 |
20 |
21 |
22 |
| 23 |
24 |
25 |
26 |
27 |
28 |
29 |
| 30 |
| |
| | |
|
|
|
|
|
|
ที่บ้านเพิงพเยีย
, นนทบุรี
วันที่ 15 กันยายน 2550
สวัสดีครับปะการัง
ก่อนอื่นขอแจ้งข่าวที่ผมเขียนเรื่อง
แด่...รักและฝัน
ที่ผมเขียนถึงคุณลงตีพิมพ์นิตยสารขวัญเรือนฉบับปักษ์หลังกันยายนนี้แล้วนะครับ
ผมไม่เอารูปในหนังสือมาลงในบล็อกให้คุณดูหรอก
รอให้คุณดูจากหนังสือก็แล้วกัน
ที่ผมตอบจดหมายคุณล่าช้าก็เป็นเพราะว่าช่วงนี้ผมมีกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องทำ
ก็มีทั้งที่ทำเพราะอยากทำและทำเพราะต้องทำนั่นแหละครับ
ช่วงนี้ผมกำลังสนุกกับหนังสือของทันตแพทย์สม
สุจิรา ผู้เขียน
ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น ทวาร 6
ศาสตร์แห่งการรู้ทันตัวเอง และ
เกิดเพราะกรรมหรือความซวย
(ความซวยคือความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่น่าจะเกิด)
ความจริงหนังสือคือเล่มแรกของท่านคือ
ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น
แต่ผมไปอ่านเล่มที่สามของท่านก่อน
เมื่อผมได้อ่านหนังสือทั้งสามเล่มนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับการได้ขบคิดกับเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและความจริงเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมที่ผมยังไม่รู้มาก่อน
ซึ่งก็ต้องใช้สติปัญญาที่มีอยู่ไตรตรองพิจาณาดู
โดยไม่ต้องรีบเชื่อในทันที
และที่สนุกสุดๆก็เห็นจะเป็นเรื่องสิ่งที่อยู่ในตัวเราคือทวารทั้ง
6 นี้คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งที่ทั้ง 6
อย่างนี้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดแต่เรารู้จักเกี่ยวกับทวารของเรานี้น้อยมาก
ขอบคุณ - ที่คุณเล่ารายละเอียดของการงาน
และการทำงานของคุณที่ผ่านมาจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้
ก็ทำให้ผมค่อยๆรู้จักคุณทีละเล็กละน้อย
ผมชอบใจที่คุณยืนยันตอนท้ายจดหมายถึงผมฉบับที่แล้วว่า..
ถ้าถามว่าภาคสองของชีวิตผมอยากเป็นอะไรดี
ขนาดให้แก้อดีตได้ ผมยังอยากเป็นนักเขียน ใช่ครับ !
ผมยังอยากเป็นนักเขียน
และนอกจากจะเขียนให้มากกว่าเดิมแล้ว
ผมจะทำให้ดีกว่าเดิมให้ได้
ผมอยากบอกกับคุณว่าผมเองก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากคุณเลยในเรื่องนี้
และรู้สึกดีใจที่มีเพื่อนเช่นคุณมีความฝันเดียวกัน
คำยืนยันของคุณทำให้ผมนึกถึงบางตอนในหนังสือของทันตแพทย์
สม สุจิราที่ผมเพิ่งอ่านมาหมาดๆ
ผมจะขอคัดตอนที่ผมคิดว่าน่าสนใจจากหนังสือมาฝากคุณ
เพื่อนำมาพิจารณาเทียบเคียงว่าทำไมคุณหรือผมจึงมายืนอยู่
ณ จุดที่เป็นอยู่นี้
ถึงแม้คุณอาจมีคำตอบสำหรับตัวเองอยู่แล้วก็ตาม
แต่ผมก็ยังอยากนำมาให้อ่านสนุกๆ...คุณไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกับผมหรอก
ชีวิตของคนเรามีทางเลือกและการตัดสินใจมากมายเกิดขึ้นตลอดเวลา
เช่นจะอยู่ที่ไหน จะแต่งงานกับใคร จะเรียนอะไร
ทำงานแบบไหน ฯลฯ
การตัดสินใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เคยสงสัยไหมกันบ้างไหมว่า
ถ้าเราตัดสินใจอะไรบางอย่างในอดีตอีกแบบจะเกิดอะไรขึ้น
?
เรามีสิทธิ์ที่จะคิดย้อนกลับว่าน่าตัดสินใจเป็นอีกแบบ
แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้
เพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องของความรู้สึก จิตวิญญาณ
พลังแห่งกรรมในขณะนั้น
ทำให้เกิดเจตสิกและดวงจิตขึ้นมารับอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบนั้น
ไม่ว่าจะย้อนอดีตไปสักกี่ครั้ง
ถ้ากรรมเก่ายังไม่หมดก็จะตัดสินใจแบบเดิม
ในทางฟิสิกส์ควอนตัมอธิบายว่า
การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากตัวมนุษย์เอง
แต่เป็นเรื่องของระดับอนุภาคที่เล็กที่สุด
และจำนวนความน่าจะเป็นของการตัดสินใจใดๆของมนุษย์จะเป็นไปได้กี่ทาง
ล้วนแล้วเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับจำนวนและลักษณะของอนุภาคที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจักรวาล
ควอนตัมอธิบายว่า
ในหนึ่งวินาทีจะเกิดจักรวาลคู่ขนานขึ้นมากมายจำนวนนับไม่ถ้วน
เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายทาง
ทุกครั้งที่เราตัดสินใจจะมีจักรวาลคู่ขนานเกิดขึ้นมาเสมอ
หากเราตัดสินใจอะไรไปแล้วเราก็จะอยู่ในจักรวาลจักรวาลหนึ่ง
และจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจักรวาลคู่ขนานที่สร้างขึ้นมาจะเป็นอย่างไร
เช่นถ้าเราแต่งงานกับแฟนคนนี้
เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่า ถ้าเกิดเราเลือกแต่งอีกคน
อนาคตจะเป็นอย่างไร
ในความเป็นจริงจักรวาลคู่ขนานนั้นเกิดขึ้นแล้ว
แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้
ฯลฯ
ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น
คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง
และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น
วิทยาศาสตร์ควอนตัมพยายามจะโยงเรื่องอิทธิพลของอนุภาคในจักรวาลที่มีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
หรือตัดสินใจแบบใดแบบหนึ่ง
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนว่ากลไกการทำงานในระดับอนุภาคเป็นอย่างไร
แม้ว่าทางควอนตัมจะตั้งชื่ออนุภาคแปลกๆขึ้นมาเพื่อใช้อ้างอิง
แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้
ถ้ามองในแง่พุทธศาสนา
การตัดสินใจของมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม
การที่คนเราได้แต่งงานกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เป็นเรื่องของพลังแห่งกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกันมา
ก่อให้เกิดเจตสิกและดวงจิตรักใครที่ชอบพอ
ตามกฎแห่งกรรมทั้งคู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกันได้
ต้องมาเป็นคู่กรรมกันอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะถูกขัดขวางจากอำนาจภายนอกใดๆ
ดังนั้นจักรวาลที่เกิดขึ้นมีเพียงจักรวาลเดียว
คือทั้งคู่ได้แต่งงานกัน
ฯลฯ
แม้แต่ตัวเราเอง
ถ้าคิดย้อนกลับ
จะมีจังหวะของชีวิตที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างน่าประหลาดใจไม่ต่ำกว่าสามครั้ง
และทั้งสามครั้งนั้นทำให้ชีวิตในปัจจุบันของเราดำเนินมาเป็นแบบนี้
ถ้ามีจุดใดจุดหนึ่งผิดไป
ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอย่างมากมาย
รวมไปถึงกับการได้พบกับใครบางคน
ที่มีอิทธิพลขนาดสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเราได้
ถ้าเราไม่ได้พบใครคนนั้น
ชีวิตในปัจจุบันเราก็จะไม่ได้เป็นแบบนี้
(ตัวอักษรสีน้ำเงินจากหนังสือ
เกิดเพราะกรรมฯ ของทันตแพทย์ สม
สุจีรา)
ด้วยมิตรภาพ
โดม
| Last Update : 15
กันยายน 2550 22:42:20 น. |
| |
8 comments
|
| | |
สวัสดีครับโดม
แหม..
เรื่องแบบนี้สนุกนะ อ่านแล้วก็อยากตอบเลย
แต่จะผิดกติกาไหม
ถ้าจะขอคำอธิบายเพิ่มเติมก่อนตรงนี้สักเล็กน้อย
ในบางเรื่องที่เข้าใจยาก อย่างของทันตแพทย์สม สุจิรา
ขอสรุปตามที่เข้าใจอย่างง่ายๆว่า
ในทางฟิสิกส์ควอนตัม
เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้
และเป็นไปได้หลายทาง
เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..
แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า
กลับไปเปลี่ยนไม่ได้
ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม
ถูกต้องไหมครับ?
ที่นี้กรรมที่เป็นตัวกำหนดนี้
หมายถึงผลของการกระทำจากชาติปางก่อน ใช่ไหมครับ
หรือว่าอย่างไรครับ?
อยากตอบเรื่องโลกร้อนด้วยครับ..
คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อนะครับ
เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราต้องสนใจครับ
แล้วจะตอบจริงจังอีกครั้งนะครับ
โดม
ขอตัวไปอ่านPostToday
ที่พูดถึงคุณก่อน

| โดย: ปะการัง IP:
72.207.12.141 16 กันยายน 2550 1:49:39 น.
|
| | |
สวัสดีครับปะการัง
(ขอแซงคิวตอบก่อนเลย)
ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีของควอนตัมเลย
และรู้เรื่องเกี่ยวกับกรรมเพียงผิวๆเท่านั้นนะครับ
แต่ก็รู้สึกยินดีที่คุณถามมา
และอยกบอกหากมีท่านผู้รู้ผ่านมาก็กรุณาช่วยเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เราทั้งสองเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยเถิด
!
เดี๋ยวขอย้อนดูคำถามที่คุณถามก่อน
คุณถามว่า...
"ในทางฟิสิกส์ควอนตัม
เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้
และเป็นไปได้หลายทาง
เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..
แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า
กลับไปเปลี่ยนไม่ได้
ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม
ถูกต้องไหมครับ?"
--------------------------------
แต่ผมเข้าใจว่าควอนตัมเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่า
"ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น
คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง
และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น"
แต่ไม่ได้หมายความว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้
(นี่ตามความเข้าใจของผมนะ)
(แต่ขอบอกเพิ่มนิดหนึ่งก็คือคำว่ากฎของกรรมนั้นกนิความทั้งกว้างและลึก)
ผมขอลอกข้อความของทันตแพทย์สม
สุจิราให้คุรอ่านก่อนก่อนก็แล้วกัน
ซึ่งไม่ทราบว่าจะตรงกับที่คุณอยากรู้หรือเปล่า ?
ถ้าเราคิดตามกฏความน่าจะเป็น
โอกาสที่เราจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางต่างๆเป็นเรื่องของจังหวะการเลือก
ไม่ได้เกี่ยวกับอภินิหารหรือพรหมลิขิตใดๆ
พอเราเลือกวิถีชีวิตแบบหนึ่ง
เราก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า ถ้าเราเลือกอีกทาง
ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราแต่งกับแฟนคนนี้
เราก็ไม่มีทางรู้ว่าถ้าเราแต่งกับแฟนอีกคนชีวิตจะเป็นอย่างไร
และถ้าเราย้อนเวลาได้ตามทฤษฎีสัมพันธภาพกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ
10 ขวบ อนาคตปัจจุบันของเราก็จะไม่มีทางเหมือนเดิม
เพราะความน่าจะเป็นที่จะทำให้เกิดซ้ำแบบเดิมมีได้น้อยมาก
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่
หรือแม้แต่นักฟิสิกส์ทฤษฎีสะเทือนโลกอย่างควอนตัมก็ยอมรับแนวความคิดนี้
และสรุปว่าโอกาสที่เราจะย้อนเวลาแล้วกลับไปแก้ไขอดีตอย่างในภาพยนตร์เป็นไปไม่ได้
แม้การย้อนเวลาทำได้จริง
ชีวิตใหม่ก็จะเริ่มต้นด้วยกฏของความน่าจะเป็น
ซึ่งไม่มีวันซ้ำแบบเดิม
และเราก็จะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ย้อนนั้นจนสิ้นอายุขัย
โลกที่เห็นก็จะเป็นภาพมายาอีกภาพที่ต่างจากโลกเดิมก่อนย้อนเวลา
ในอนาคต
หากนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเครื่องย้อนเวลาได้
ถ้าเด็กหนุ่มคนหนึ่งย้อนเวลากลับไปเพื่อแก้ไขไม่ให้พ่อและแม่แต่งงานกันแล้วให้กำเนิดบุตรเป็นตัวเขา
คำถามก็คือ ถ้าตัวเขาไม่เกิดมาบนโลก ณ
เวลาใดเวลาหนึ่ง
แล้วเขาจะย้อนเวลากลับไปทำให้พ่อกับแม่ไม่แต่งงานได้อย่างไร
ควอนตัมให้คำตอบว่า
การย้อนเวลาของเด็กหนุ่มคนนั้นจะไปสร้างจักรวาลคู่ขนานขึ้น
ที่ดำเนินเรื่องราวใหม่ในจักรวาลนั้น
คือพ่อกับแม่ไม่ได้แต่งงานกัน
และในจักรวาลใหม่นั้นก็จะไม่มีตัวเขาเกิดขึ้น
ทั้งสองจักรวาลนี้เกิดเป็นคู่ขนานกันไป
ไม่มีวันจะบรรจบกัน
และไม่มีทางที่มนุษย์ในจักรวาลหนึ่งจะข้ามไปใช้ชีวิตในอีกจักรวาลหนึ่งได้
สองจักรวาลดำรงอยู่และดำเนินไปขนานกันตามแกนเวลา
ควอนตัมมองทุกอย่างเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น
คือโอกาสที่สามารถเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นไปได้กี่ทาง
และสรุปว่าจักรวาลคู่ขนานมีได้เป็นได้ตามจำนวนนั้น
วิทยาศาสตร์ควอนตัมพยายามจะโยงเรื่องอิทธิพลของอนุภาคในจักรวาลที่มีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
หรือตัดสินใจแบบใดแบบหนึ่ง
แต่ก็ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนว่ากลไกการทำงานในระดับอนุภาคเป็นอย่างไร
แม้ว่าทางควอนตัมจะตั้งชื่ออนุภาคแปลกๆขึ้นมาเพื่อใช้อ้างอิง
แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้
ถ้ามองในแง่พุทธศาสนา
การตัดสินใจของมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม
การที่คนเราได้แต่งงานกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เป็นเรื่องของพลังแห่งกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกันมา
ก่อให้เกิดเจตสิกและดวงจิตรักใครที่ชอบพอ
ตามกฎแห่งกรรมทั้งคู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกันได้
ต้องมาเป็นคู่กรรมกันอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะถูกขัดขวางจากอำนาจภายนอกใดๆ
ดังนั้นจักรวาลที่เกิดขึ้นมีเพียงจักรวาลเดียว
คือทั้งคู่ได้แต่งงานกัน
ดังนั้นถ้ามีการย้อนเวลาจริง
ในทางพุทธศาสนามองว่าคนที่ย้อนเวลาจะไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้
ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรพ่อกับแม่ก็ต้องได้แต่งงานกันและกำเนิดขึ้นมาเป็นตัวเขา
นักวิทยาศาสตร์ควอนตัมก็คิดเช่นนั้น
จึงพยายามอธิบายว่าอิทธิพลของอนุภาคที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจักรวาลมีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
แต่เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินไปที่ควอนตัมจะพิสูจน์ได้
ก็เลยสรุปออกมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นตามกฏของ"ความน่าจะเป็น"
----------------------------------
ทั้งหมดนี่อาจจะยังไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการรู้ก็ได้
ต่อไปนี้ผมขอรวบรัดตามความเข้าใจของผมก็แล้วกันนะครับกับคำถามของคุณที่ว่า....ผมขอย้อนคำถามของคุณอีกครั้ง
"ในทางฟิสิกส์ควอนตัม
เชื่อว่าการย้อนกลับไปตัดสินใจใหม่นั้นทำได้
และเป็นไปได้หลายทาง
เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนานหลายอันพร้อมกันไป..
แต่ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า
กลับไปเปลี่ยนไม่ได้
ตัดสินใจกี่ครั้งก็ต้องเหมือนเดิมเพราะกฏแห่งกรรม
ถูกต้องไหมครับ?"
---------------------------
ตอบแบบง่ายๆ
ทื่อๆ ตรงๆไม่ซับซ้อนแบบของผมก็คือ
ศาสนาพุทธคือศาสนาแห่งความจริง
คืออดีตคือสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้ว
ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตได้
ลองทบทวนดูสิครับตั้งแต่เราเกิดมานี่มีใครย้อนไปแก้ไขอดีตได้บ้าง
ในศาสนาพุทธ
ถือว่าเวลาปัจจุบันเท่านั้นที่มีอยู่จริง
(เวลาที่ไม่ใช่ตามเข็มนาฬิกา) สิ่งที่เราสามารถจัดการได้จริงก็คือปัจจุบันเท่านั้น
ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึงก็ไปทำอะไรไม่ได้อีกเช่นกัน
เพราะฉะนั้นในความคิดและความเข้าใจตามประสาของผมก็คือ
พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนรู้จักกับความจริงขั้นสูงสุด
คือสัจธรรม ( วิปัสสนา แปลว่ารู้ตามความจริง
ไม่ใช่แปลว่านั่งหลับตาบริกรรมนะครับ)
สมมุติว่าย้อนจะไปตัดสินใจใหม่ในอดีต...ขึ้นต้นก็
"สมมุติ"
แล้วว่าย้อนไปตัดสินใจใหม่...
งั้นโอเค...สมมุติว่าย้อนไปได้จริง...ในเวลานั้นๆ...โดยวัยวุฒิ
โดยความรู้สึก โดยความคิดของคนๆนั้น
และสถานการณ์นั้นๆ
และกรรมเก่าที่ทำมาหรือจะเรียกว่าวิบากกรรมก็ได้
วิบากกรรมก็คือผลของการกระทำ
คือการที่เราจะเป็นคนอย่างไรก็แล้วแต่สะสมกรรม
(การกระทำ)ของตัวเองมาอย่างไร
(กรรมก็มีตั้งแต่มโนกรรม วจีกรรม
กายกรรม)
(กรรมเก่าไม่ได้หมายถึงกรรมแต่ปางไหน
ภพไหนนะครับ นาทีที่แล้ว ชั่วโมงที่แล้ว ปีที่แล้ว
จนถึงตั้งแต่วัยเด็กก็ถือว่าเป็นกรรมเก่าทั้งสิ้น
หรือจะถอยหลังให้ยาวไปกว่านั้นก็อีกก็ได้)
เรื่องกรรมเป็นอจินไตยอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องรู้ได้ยาก
ต้องศึกษามากจึงจะรู้มาก
เมื่อรู้น้อยผมก็กลัวจะพูดผิด
อธิบายผิดทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าเสียหาย
ในศาสนาพุทธ
ไม่ได้มีกฏแห่งกรรมอย่างเดียวนะครับ
พุทธศาสนาจำแนกกฎธรรมชาติออกเป็น 5 อย่าง เรียกว่า
นิยาม 5 (ความเป็นไปอันแน่นอน,กฎ)
คือ
1 / อุตุนิยาม (Physical Laws)
คือกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
เกี่ยวกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่นฤดูกาล
,อุณหภูมิ ดินฟ้าอากาศ , ปรากฏการณ์ฟ้าร้อง, ฟ้าผ่า
แม้กระทั่งการเกิดของโลกและจักรวาลก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อนี้
เช่นเดียวกับกฏทางฟิสิกส์ทั้งหมด
2 /
พีชนิยาม (biological Laws)
คือกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์
การสืบพันธุ์หรือพันธุกรรม (DNA)
ก็จัดอยู่ในพีชนิยาม
เช่นเดียวกับกฎทฤษฎีชีววิทยาทั้งหมด
3/
จิตนิยาม (Physichological Laws)
คือกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต
เช่นการเกิดดับของจิต การรับอารมณ์ของจิต
องค์ประกอบของจิต
(เจตสิก)
4/กรรมนิยาม (Moral Laws)
คือกฎแห่งกรรมนั่นเอง
(อันนี้พี่น้องชาวไทยพุทธจะคุ้นเคยรู้จักชื่อกฏนี้กันดี
แต่ที่รู้จักจริงๆอย่างลึกซึ้งนับว่าเป็นเรื่องยากทีเดียว
ผมเองก็ยังรู้เรื่องกรรมอย่างพื้นผิวเท่านั้น
แต่ผมก็เชื่อในกฏนี้)
5 /ธรรมนิยาม
(Causal Laws)
คือกฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย
เป็นกฎสากลที่ครอบคลุมความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ
เช่นกฎแห่งอนิจจัง อิทัปปจัจยตา
กฏข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด
กฎสี่ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้
(นิยาม
5 เป็นคำสอนในพุทธศาสนา
สำหรับที่วางอยู่ตรงนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ
เกิดแต่กรรมฯ ของทันตแพทย์สม
สุจิรา)
คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องอยู่กับกฎข้อใดบ้าง
พอเกิดอะไรขึ้นมาก็หันไปโทษกรรมเก่าอย่างเดียวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องครับ
เพราะฉะนั้นผมก็จะสรุปให้คุณฟังสั้นๆว่า...กรรมเก่าหรือที่คุณเรียกว่า
กฎแห่งกรรมนั้นเปลี่ยนไม่ได้ แต่ "ปัจจุบันกรรม"
คือกรรมในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนแปลงได้
คือถ้าย้อนกลับไปในอดีตตั้งใจจะไปเปลี่ยน...ก็จะไปตัดสินใจแบบเดิมนั่นแหละครับ
เพราะในเวลานั้นๆการจะตัดสินใจอะไรในเวลานั้นก็ย่อมต้องมีแรงผลักดันด้วยเหตุและปัจจัยต่างๆให้เราตัดสินใจไปอย่างนั้น
อย่างเช่นตัวผมว่าแต่ก่อนในวัยหนุ่มยันแก่ทำไมจึงชอบมัวเมาในอบายมุขทุกชนิด
ถ้าจะให้กลับไปแก้อะไรได้บ้างในอดีต
ก็แก้ไม่ได้หรอกครับ
เพราะด้วยสติปัญญาระดับนั้น โง่เง่าขนาดนั้น
และสะสมความชั่วร้ายอะไรมาบ้างก็ไม่รู้
ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างในขณะนั้นจึงทำให้ผมเป็นคนที่ชอบความมึนเมาทุกประเภท
จนกระทั่งวันหนึ่งผมพอจะได้รู้จักความจริงของชีวิตขึ้นมาบ้าง
ก็จึงทำให้พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไป
เดี๋ยวนี้ให้ผมหวนกลับไปแตะเพียงเล็กน้อยผมก็ไม่เอาอีกแล้ว
หรือเรื่องการเลือกภรรยาก็เช่นเดียวกัน
ในวัยนั้น หน้าตาแบบนั้น ฐานะแบบนั้น เหตุการณ์ต่างๆ
หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่...ต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างมาประชุมกันในเวลาเดียวจึงเกิดขึ้นได้
แน่นอนว่าการเลือกคู่นั้นไม่ใช่เราเป็นฝ่ายเลือกเธอฝ่ายเดียวแน่
เธอก็ต้องเลือกเราด้วยเหมือนกัน
แล้วอะไรล่ะครับที่ทำให้คนสองคนตัดสินใจที่เลือกใช้ชีวิตร่วมกัน
?
อธิบายมาเสียยาวเหยียดในชีวิตในการตอบคอมเม้นท์
(5 5 5) ไม่รู้ว่าผมตอบตรงประเด็นหรือเปล่าครับ
คุณคิดหรือเข้าใจอย่างไรก็ว่ามา
หรือจะรอให้พบหน้ากันก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้ สนุกครับ
อย่างนี้เรียกว่าประเทืองสติปัญญาดีนักแล
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ
ผมก็ใช่ว่าจะรู้อะไรไปหมดทุกเรื่อง
ทุกวันนี้ยังต้องศึกษาและเรียนรู้อยู่เสมอ
---------------------------------- สวัสดีครับปะการัง
(ขอแซงคิวตอบก่อนเลย)
| โดย: โดม IP:
124.121.25.203 16 กันยายน 2550 13:13:12 น.
|
| | |
สวัสดีครับ
ไม่เห็นอีกคำถามหนึ่ง
เลยขอต่ออีกหน่อย
ที่นี้กรรมที่เป็นตัวกำหนดนี้
หมายถึงผลของการกระทำจากชาติปางก่อน ใช่ไหมครับ
หรือว่าอย่างไรครับ?
เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและยากที่จะตอบทีเดียว
คือไม่มีปัญญาที่จะตอบน่ะครับ
เพราะต้องเริ่มกันตั้งแต่ว่า...ทำไมเราจึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์...
? ทำไมเราจึงเป็นผู้ชาย ? ทำไมเราจึงเป็นผู้หญิง
?
คุณก็คงมคำตอบแล้วใช่ไหม
แต่ของศาสนาพุทธก็มี
แต่ทว่าดูแล้วมันไกลตัวเกินไปสำหรับผมในตอนนี้...
ตอบอย่างรวบรัดก็แล้วกันนะครับว่า...
"ไม่ว่าจะชาติไหนเป็นอย่างไร
แต่ชาตินี้ที่อยู่ต่อหน้าเราสำคัญที่สุด" ลาไปบวชแล้วคร๊าบ
!!!
| โดย: โดม IP:
124.121.24.129 16 กันยายน 2550 14:24:20 น.
|
| | |
สนุกและได้คิดดีจริงๆ ค่ะ
คำถามคำตอบนี้
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า
วันนี้กำลังอยากรู้เรื่องธรรมชาติในพระพุทธศาสนา
อยู่พอดี อยากรู้ก็ได้รู้ 
โดย: filmgus (filmgus ) 16 กันยายน 2550 16:46:17 น.
|
| | |
| | |
|