|
ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
สม
สุจีรา. ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น.
กรุงเทพ:อมรินทร์. 2550. 199
หน้า.
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
Imagination is more important than
knowledge.
เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากกว่าที่คิดไว้
ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
จะเรียกเป็นหนังสือธรรมะก็อาจจะไม่ตรงนัก
(หากเทียบกับนิยายหนังสือธรรมมะในนิยามของคนส่วนใหญ่)
แต่ก็ไม่ถึงกลับเป็นหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น
เป็นหนังสือที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์
ผู้เขียนสื่อให้เห็นว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้พบ
ทฤษฎีต่างๆรวมถึงทฤษฎีสัมพันธภาพอันเลื่องลือของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ก็เป็นเพียงการค้นพบเพียงส่วนหนึ่งซึ่งมิใช่ความจริงแท้ของจักรวาล
อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังได้นำสิ่งที่ค้นพบได้ไปใช้เพื่อตอบสนองจุดหมายของมนุษย์อย่างผิดทาง
มนุษย์จึงไม่พบความสุขของชีวิตที่แท้จริงเสียที
แต่ทว่ากฎแห่งจักรวาล
กฏแห่งธรรมชาติที่แท้จริง
และหนทางนำมนุษย์ไปสู่ความสุขแท้
พระพุทธเจ้าได้พบมาตั้งแต่เมื่อ 2,500
กว่าปีก่อน
ผู้เขียนเลือกพูดถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของ ทฤษฏีสัมพันธภาพ
อันเป็นทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ทุกสิ่งในจักรวาลได้
(แต่อธิบายในระดับอะตอมไม่ได้) ไอน์สไตน์
ค้นพบทฤษฎีนี้โดยมิได้เกิดขึ้นจากการคิดคำนวณ(ด้วยสมอง)
แต่เกิดจากการหยั่งรู้ ผ่านช่องทางที่เรียกว่า สมาธิ
ไอน์สไตน์
เป็นคนที่มีสมาธิขั้นสูง
ครั้งหนึ่งระหว่างเขากำลังง่วนกับการคิดสูตรทางฟิสิกส์
เกิดระเบิดดังขึ้นด้านนอก คนอื่นๆ
ต่างวิ่งกรูหลบอย่างตกใจ
ทว่าไอน์สไตน์กลับบอกว่าเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลย
แต่แนวคิดเรื่องสมาธินี้
นักวิทยาศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบันไม่ใคร่ที่จะเชื่อ
เพราะขัดกับสามัญสำนึกว่าความรู้ย่อมต้องเกิดจากการคิดด้วยสมอง
อย่างไรก็ตาม
หลังจากพบ ทฤษฎีสัมพันธภาพ ไอน์สไตน์
ไม่ได้นำวิธีการหยั่งรู้ด้วยสมาธิมาใช้ในการค้นคว้าของเขา
แต่กลับหันไปใช้การคิดคำนวณเช่นเดิม
ดังนั้นเขาจึงไม่พบอะไรที่สำคัญๆ อีกเลย
จนมีนักวิทยาศาสตร์บางคนพูดทีเล่นทีจริงว่า
ถ้าไอน์สไตน์เสียชีวิตไปหลังจากคิดทฤษฎีสัมพันธภาพได้
โลกก็จะถือว่าไม่ได้สูญเสียอะไรเลย
หนังสือเล่มนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจอีกหลายประเด็น
อาทิเช่นประเด็นเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างแสงกับเวลา แสงมีความเร็วคงที่
เวลายืดหดได้
เรื่องการบิดเบี้ยวโค้งงอของกาล-จักรวาล
การหยุดและย้อนเวลาแบบรูปธรรมทางทฤษฎี
และความเป็นไปได้ของการย้อนเวลาทางนามธรรมด้วยจิต
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเกี่ยวกับเหตุผลของการไม่สามารถย้อนกลับไปในอดีตแบบรูปธรรมตามทฤษฎีเทอร์โมไดมานิก
ความยุ่งเหยิงของจิตที่สัมพันธ์กับเวลาซึ่งมีผลต่อกระบวนการภายในร่างกาย
อย่างการเกิด-ตายของเซลล์ ปฏิกิริยาทางเคมี
อัตราการหายใจ กระบวนการเมตาบอลิซึม เช่น
ถ้าจิตนิ่งจดจ่อ
เวลารอบนอกจะเร็วขึ้น(เหมือนเวลาตอนอยู่กับแฟนที่เพิ่งเริ่มจีบใจจดจ่อแต่กับเขาหรือเธอ
เวลารอบตัวมันมักผ่านไปเร็ว
ส่วนเวลาจิตสับสนยุ่งเหยิงอย่างตอนตกใจ กลัว
หรือการรอคอยอย่างกระวนกระวาย
เวลารอบตัวจะผ่านไปช้า)
เรื่องมิติที่ 4
ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ
แต่เรื่องนี้ออกจะค่อนข้างทำความเข้าใจยาก
อาจเพราะล้ำหน้าไปกว่าสามัญสำนึกที่เราเคยเรียนรู้มา
ผู้เขียนเล่าไว้ว่าการรับรู้ของมนุษย์เห็นโลกเป็นแบบ
3 มิติ (กว้าง ยาว ลึก)ทว่าจักรวาลเป็น 4 มิติ
คือเพิ่มมิติของเวลาไปด้วย แต่การที่จะรับรู้มิติที่
4 ต้องใช้จิตในการรับรู้
จิตที่ได้รับการฝึกฝนสามารถมองเห็นอดีต
ตาทิพย์ หูทิพย์ ฯลฯ
ซึ่งหลักศาสนาบอกไว้ว่าผู้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานย่อมเข้าถึงความสามารถเหล่านี้ได้
ดังนั้นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ
หลายต่อหลายเรื่องจึงไม่ใช่เรื่องงมงาย
แต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์
ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์นี้
อ่านแล้วทำให้นึกไปถึงนวนิยายของแดน บราวน์ เรื่อง
เทวากับซาตาน
ซึ่งเหตุของเรื่องราวก็อยู่ที่นักวิทยาศาตร์นิยมศาสนาคนหนึ่งชื่อ
เลโอนาร์โด เวตรา
พิสูจน์ได้ถึงความสอดรับไม่ขัดแย้งกันระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องการกำเนิดจักรวาล
เขาพบความจริงว่าก่อนเกิดบิ๊กแบง
อนุภาคสสารเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
เป็นไปตามที่พระคริสต์เคยตรัสไว้
ในขณะที่ก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับว่าสสารจะเกิดจากความว่างเปล่าได้
การค้นพบของเขาเป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวขึ้นอันน่าตื่นเต้นน่าติดตาม(เรื่องเป็นอย่างไรลองหาอ่านดู)
วิทยาศาสตร์และศาสนาไม่ขัดแย้งกัน
เพียงแต่วิทยาศาสตร์ยังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเข้าใจ
แม้ในความคิดของข้าพเจ้ายังมีอีกบางจุดซึ่งข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจความถูกต้องของข้อมูล
(ข้าพเจ้าอาจคิดมากไปเอง) แต่โดยรวมก็ถือว่าสนใจ
ใครสนใจความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาน่าจะลองหามาอ่านนะฮับ
|